เซิ้งผีโขน
บ้านไฮหย่อง อ.พังโคน จ.สกลนคร |
||
| ผีโขน หมายถึง
การแต่งหน้ากากคล้ายหัวโขน
คือแต่ง หู ตา จมูก
ปาก ให้น่ากลัวคล้ายผี
ไม่เพียงปต่เท่านั้นยังจัดทำทรงผม
เครื่องห่อหุ้มร่างกายให้รกรุงรัง
คล้ายผีมากขึ้น เป็นงานบุญเฉพาะอำเภอพังโคน จังหวัดสกลนครน
ผีตาโขน
หมายถึง
การละเล่นของงานบุญหลวงซึ่งเป็นงานบูญเฉพาะท้องถิ่นของ
อำเภอด่านซ้าย
จังหวัดเลย
และยังเป็นความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องส่งพระเวสสันดร
กลับพระนคร
โดยพวกผีตาโขน
จะร่วมขบวนตามมาส่งเสด็จซึ่งเป็นขบวนสุดท้าย
ในสมัยก่อนเรียกว่า "ผีตามคน"
พอนานเข้าก็เพี้ยนมาเป็น
"ผีตาโขน" ดังที่ใช้เรียนในปัจจุบันผีโขนเกิดจากความเชื่อของชนเผ่าหนึ่งในจังหวัดสกลนคร
คือ เผ่าไทอีสาน
ซึ่งเป็นชนกลุ่มหนึ่งในจำนวน
6 เผ่า
ของจังหวัดสกลนคร
ซึ่งประกอบไปด้วย เผ่าย้อ
เผ่ากะเลิง
เผ่าภูไทย เผ่าโส้
และเผ่าไทยอีสาน
การเล่นผีโขน บ้านไฮหย่อง
จึงสืบมรดกวัฒนธรรมประเพณีต่อกันมา
ดังปรากฎว่า
บรรดาผีมเหสักข์หลักเมือง
ในบ้านไฮหย่องมีชื่อว่า
"ผีจันต์" อยู่ในกลุ่มผีระดับสูงด้วย
ที่เข้าร่วมขบวนแห่พระเวสสันดร จุดประสงค์การแสดงผีโขน
การประกอบพิธี
|
||
| ข้อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผีโขนบ้านไฮหย่อง ต.พังโคน จ.สกลนคร กับ ผีตาโขน อ.ด่านซ้าย จ.เลย | ||
|
||
ภาคนิพนธ์ของ อรอุมา วิสุกัน สถาบันราชภัฎสกลนคร กันยายน 2542 |
||
| การเซิ้งผีโขนอำเภอพังโคน การเซิ้งผีโขนเป็นการเซิ้งในงานประเพณีบุญมหาชาติ หรือบุญพระเหวด หรือบุญพระเวสสันดร ของชาวบ้านไฮหย่อง ตำบลไฮหย่อง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้น 14-15 เดือน 4 ของทุกปี ศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม โรงเรียนพังโคนวิทยาคม ได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวข้องกับการเซิ้งผีโขนไว้ดังนี้ “ การเซิ้งผีโขนเป็นการละเล่นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนการเซิ้งบ้องไฟหรือเซิ้งแบบอื่น ๆ ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บ้านไฮหย่องเล่าว่า… ปางเมื่อพระเจ้าสนชัย พระบิดาของพระเวสสันดร เสด็จไปเชิญพระเวสสันดรกลับพระนครนั้น ได้จัดขบวนแห่มากมาย ในบรรดาขบวนแห่นั้น ได้มีเทวดา มนุษย์ สมณะชีพราหมณ์ รวมทั้งผีต่าง ๆ เข้าร่วมขบวนแห่ โดยที่พวกผีต่าง ๆ เหล่านั้นได้ไปขอผ้านุ่งห่มของพระศรีอริย์เจ้า ซึ่งท่านไม่ใช้นั้นมาห่อหุ้มร่างกาย เพื่อปกปิดส่วนที่น่ารังเกียจ เข้าร่วมขบวนแห่พระเวสสันดร การเล่นผีโขนจะทำก่อนบุญมหาชาติ พวกที่เล่นผีโขนจะต้องเป็นผู้ชายล้วน ๆ จะพากันจัดแจงหาเครื่องดนตรี หน้ากากผี เสื้อผ้า รวมทั้งดาบผีโขน พอได้ครบแล้วก็จะนัดวันรวมกัน มีหัวหน้าเป็นผู้นำออกเรี่ยไรจุตุปัจจัยตามหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อนำมาสมทบในงานบุญมหาชาติ นิยมทำก่อน 5-6 วัน พอถึงวันบุญ พวกผีโขนก็จะออกเรี่ยไรตามหมู่บ้านของตนเอง การเต้นของผีโขน ขบวนที่แห่ไปตามที่ต่าง ๆ นั้น ไม่จำกัดรูปแบบ จะเดินไปเต้นไปตามเสียงดนตรี เต้นไปตามชอบใจ คือทำตัวให้เหมือนผีมากที่สุด และจะมีบทร้องเซิ้งเป็นกาพย์ ซึ่งมีผู้ร้องนำและผู้ร้องตามหลายคน ในตอนเชิญพระเวสสันดรนั้น คณะกรรมการก็จะจัดพวกผีเข้าร่วมขบวนแห่ โดยเอาเชือกผูกเป็นวงผีจะอยู่เฉพาะในวงเชือกเท่านั้น พอแห่ไปถึงวัดเป็นอันเสร็จงาน พวกผีเหล่านั้นก็จะพากันเอาหน้าผีนั้นไปเก็บไว้ จะไม่นำมาสวมเล่นอีกเลย จนกว่าจะถึงบุญมหาชาติในปีต่อไป ( การแสดงผีโขน, ผู้ที่แต่งเป็นผีผู้ชายต้องให้ครบ 6 ปี ส่วนผู้ที่แต่งเป็นหญิงต้องให้ครบ 3 ปี ถ้าครบเชื่อว่าจะได้บุญกุศล ถ้าไม่ครบเชื่อว่าจะกลายเป็นเปรตเมื่อตายไปแล้ว) การแต่งตัวของผีโขน หน้าผี ทำจากต้นนุ่น ( ไม้งิ้ว) ขุดเป็นรูปหน้ากว้างประมาณ 30 ซม. คือจะกว้างจากหัวไหล่ซ้าย ไปหัวไหล่ขวา ยาวประมาณ 50 ซม. คือจะยาวถึงสะดือ หรือเอวแล้วแต่ความถนัดของแต่ละบุคคล หน้าผีจะวาดให้เป็นรูปผีน่ากลัว ตาจะโต ฟันจะใหญ่ จมูกจะโด่ง ใบหูใหญ่ทำด้วยสังกะสีเป็นรูปสามเหลี่ยม พอสมควรกับหน้า ผมจะทำจากเชือกปอกกล้วยที่แห้งแล้ว นำมาถักเปียใส่เข้ากับหน้าผี ผมยาวถึงน่อง หรือตาตุ่ม เสื้อ ทำจากผ้าสบงจีวรเก่าของพระสงฆ์ที่ไม่ใช้แล้ว ไปขอมาจากพระที่วัด ตัดเป็นเสื้อคอกลม แขนยาว ลำตัวของเสื้อจะยาวไปถึงตาตุ่ม ย้อมเป็นสีเหลืองอมดำ หรือสีม่วงเหลือง ดาบ ทำจากไม้นุ่น ( ไม้งิ้ว) ให้โตพอเหมาะมือ ตรงปลายดาบทำให้เหมือนกับอวัยวะเพศของชาย และนิยมทาสีแดงตรงปลายและใส่ผมเข้าไปด้วย เครื่องดนตรี เป็นเครื่องดนตรีที่หาได้ง่าย ๆ จากพื้นบ้าน และนิยมเอาเครื่องใช้ของสัตว์มาทำเป็นเครื่องดนตรี ที่สำคัญคือ กลอง ทำจากหนังควาย จัน หรือ โปง ลักษณะคล้ายกระดิ่งนำมามัดรวมกันเป็นพวงใช้สั่นให้เข้ากับจังหวะ มีเสียงกังวาน ( สมัยก่อนใช้คล้องคอวัวควาย) ในการนำมาเล่นจะใช้หลาย ๆ พะวง เป็นเครื่องดนตรีเอกของการเล่นผีโขน พิน หรือ ซึง ใช้ดีดเข้าจังหวะ หรือบทเซิ้ง มี 3 สาย เขาะ หรือ เกาะ ที่ใช้แทนเสียงดนตรีได้ ข้างในมีลูกทำให้เกิดเสียง…” |
||