ลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญและสืบทอนกันมาอย่างยาวนาน โดยสันนิษฐานว่าเป็นประเพณี
ดังเดิมของอินเดีย ต่อมา ได้แพร่ขยายไปยังท้องถิ่นต่างๆ ได้แก่ เขมร พม่า
ลาว และไทย ทั้งนี้ได้มีการ
ปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้ต่างไปจากเดิมบ้าง ทั้งการ ประกอบพิธีรูปแบบ และพฤติกรรม
ในประเทศไทยไม่
ปรากฏหลักฐานแน่ชัดได้ว่ามีประเพณีลอยกระทงตั้งแต่เมื่อใด แต่ได้ถือว่าเอาวันเพ็ญขึ้น
๑๕ ค่ำ เดือน
๑๒ ซึ่งจะตรงกับช่วงเวลาราวปลายเดือนตุลาคมถึงปลายเดือน พฤศจิกายน เป็นวันลอยกระทง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย
ซึ่เป็นพระราชพิธีหนึ่งเรียกว่า พระราชพิธีจองเปรียงชักโคม" ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อบูชาพระเจ้าทั้งสาม
คือ พระอิศวร พระนารายณ์
พระพรหม ซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์ ่อมาได้ถือคติตามพระพุทธศาสนา คือ มีการยกโคม
เพื่อบูชาพรระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณี ในชั้นดาวดึงส์ การลอยโคมบูชาพระพุทธบาท
ซึ่งประดิษฐาน ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทานธี นิยมทำกันเป็นประเพณีในวันเพ็ญเดือนสิบ
ดังปรากฏในราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน ตอนที่ว่าด้วยลอยพระประทีปว่า
"
การลอยพระประทีปลอยกระทงนี้ เป็น
นักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวง ไม่เฉพาะ
แต่การหลวง แต่จะนับเป็นพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ด้วย
ไม่ได้มีพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวข้อง เนื่อง
ในการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่า
ตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว
แต่ควรนับว่าเป็นราชประเพณี ซึ่งมีมาในแผ่นดิน
สยามแต่โบราณ ตั้งแต่พระนครยังอยู่ฝ่ายเหนือ" ทั้งนี้ได้กล่าวถึงตำนานเรื่องนางนพมาศ
หรือท้าวจุฬาลักษณ์ ระสนมเอกของพระอรุณมหาราชหรือพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยว่าในฤดูเดือนสิบสองเป็นเวลาเสด็จลงประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน
พระอัครมเหสีและพระสนมฝ่ายในตามเสด็จในเรือพระที่นั่ง ทอดพระเนตร
การนักขัตฤกษ์ ซึ่งราชฎรเล่นในแม่น้ำตามกำหนดปี เมื่อนางนพมาศได้เข้ามารับราชการ
จึงได้คิดอ่านทำ
กระทงถวายพระเจ้าแผ่นดินเป็นรูปดอกบัวและรูปต่างๆ ให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล และคิดคำขับร้องขึ้นถวาย
และให้เจ้าแผ่นดินทรงดำริจักเรือพระที่นั่งเทียบขนานกันให้ใหญ่กว้างสำหรับสนมฝ่ายในจะได้ตามเสด็จประพาสได้มากกว่าแต่ก่อน
ทั้งนี้ยังมีความปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งเป็นพระดำรัสของพระร่วงว่า" แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ
กษัตริย์ ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์
วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้น้ำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว
อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาท ณ นัมมทานที
ตราบเท่ากาลปาวสาน" ด้วยเหตุดังกล่าว โคมลอยรูปดอกบัวจึงปรากฏมาจนถึงทุวันนี้
แต่เปลี่ยนชื่อเรียกว่าลอยกระทงพระประทีป"
เหตุผลในการจัดประเพณีลอยกระทง
เหตุผลในการจัดประเพณีลอยกระทงนั้น มีความหลากหลายตามความเชื่อต่างๆ
ของทั้งทางด้านศาสนาพุทธศาสนาพราหมณ์ และตามความเชื่ออื่นๆ อาทิตย์
๑. เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกับจากเทวโลกเมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพุทธมารดา
๒. เพื่อสักระพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่ประทัยรอยพระบาทประดิษฐานไว้บนหาดทรายที่ริมแม่น้ำนัมมนที
ในประเทศอินเดีย
๓. เพื่อบูชาจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศของพระพุทธเจ้า
๔. เพื่อบูชาอุปคุตตเถระที่บำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล
ซึ่งตามตำนานเล่าว่า เป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพระยามารได้
๕. เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า คือ พระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร
๖. เพื่อแสดงความสำนึกบุญคุณของพระแม่คงคา ที่ได้นำมากินมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
รวมทั้งขอขมาลาโทษในแหล่งนั้นๆ ไม่สะอาด
๗. เพื่อบูชาท้าวพกาพรหมบนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
๘. เพื่อลอยเคราะห์หรือสะเดาะเคราะห์ คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์
๙. เพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของตน
๑๐. เพื่ออธิษฐานขอพรในสิ่งที่ตนปรารถนา
ความสำคัญของประเพณีลอยกระทง
การลอยกระทงเป็นประเพณีที่สังคมไทยสืบทอดต่อกันมาช้านาน ด้วยฐานคติความเชื่อต่างๆ
ดังกล่าวข้างตนนั้น ทำให้ประเพณีลอยกระทง มีความสำคัญหลายประการ ได้แก่
๑. เป็นการแสดงความเคารพบูชาต่อสิ่งที่ตนศรัทธาและเคารพนับถือ
๒. เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูและเห็นคุณค่าของน้ำ รวมทั้งรู้จักสำนักต่อความไม่เหมาะสมต่อน้ำ
ซึ่งเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกต่อการอุปโภค บริโภคสำหรับมนุษย์
๓ ก่อให้เกิดความสามัคคี ส่งเสริมประชาธิปไตย และการทำงานเป็นกลุ่ม ในกรณีที่ร่วมกันประดิษฐ์กระทงเป็นกลุ่มสำนักงาน
โรงเรียน หมู่บ้าน เป็นต้น
๔. เป็นการสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย ไม่ให้เสื่อมสูญ
๕. เป็นการส่งเสริมศิลปะกรรมในการประดิษฐ์กระทงการประดับตกแต่งสถานที่
๖. เป็นการสร้างทัศนคติให้ประชาชน รักและห่วงแหนเกี่ยวกับประเพณีไทย
๗. เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว
๘. เป็นการทำนุบำรุงศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปทำบุญตักบาตรในตอนเช้า นับเป็นการสืบอายุพุทธศาสนาต่อไป