![]() ![]() ![]() ![]() ![]() |
||
นิทานเรื่องฟานด่อน
เนื้อเรื่อง
เดิมเมืองสกลนครปรากฏนามว่า เมืองหนองหารหลวง ซึ่งมีอดีตนิทานแห่งองค์สัมมาสัมพุทธโคดม บรมครูเจ้าของเรา
เมื่อศาสนาพระเจ้ากัสสป ขุนขอมราชบุตรเจ้าเมืองอินทปัฐนคร ได้พาครอบครัวบ่าวไพร่ของตนมาสร้างเมืองขึ้นที่ริมหนองหารหลวงตรงท่านางอาบสมมุตินามว่าเมืองหนองหารหลวง ขุนขอมได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นกับเมืองอินทปัฐนครขุนขอมมีราชบุตรคนหนึ่งชื่อสุรอุทกกุมาร
คือ เมื่อวันประสูติมีอัศจรรย์บังเกิดขึ้นมีน้ำพุเกิดขึ้นในที่ใกล้กับเมืองนั้น
บิดาจึงให้นามว่า ซ่งน้ำพุ ต่อมาพอพระชนม์ของเจ้าสุรอุทก จำเริญวัฒนาครบ ๑๕ พรรษา
ขุนขอมผู้เป็นบิดาถึงแก่กรรม
ฝ่ายกรมการราษฎร พร้อมกันเชิญเจ้าสุรอุทกขึ้นเป็นเจ้าเมือง สมมุตินามว่า พระยาสุรอุทก พระยาสุรอุทก
ปกครองบ้านเมืองต่อมามีบุตรชายสององค์ องค์พี่ปรากฏนามว่าเจ้าภิงคาร องค์น้องปรากฏนามว่าเจ้าคำแดง
ในวันหนึ่งพระยาสุรอุทกมีคำสั่งให้เสนาข้าราชการจัดรี้พลโยธาออกตรวจอาณาเขตบ้านเมืองของตน
ครั้นตรวจไปถึงปากน้ำมูลนที ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับเขตอินทปัฐนคร เสนาข้าราชการทูลชี้แจงว่าที่นี้เป็นที่แบ่งเขตเมืองหนองหารหลวงกับเมืองอินทปัฐนครตามลำน้ำมูลนทีจรดดงพระยาไฟ ขุนขอมซึ่งเป็นบิดาของพระองค์กับเจ้าเมืองอินทปัฐนครได้มอบอำนาจให้ธนมูลนาค
เป็นผู้รักษาอาณาเขตต่อไป
พระสุรอุทกทรงพิโรธว่า ปู่กับบิดามอบอำนาจให้ธนมูลนาค
ซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉานรักษาอาณาเขตบ้านเมืองยังไม่สมควร พระยาสุรอุทกชักพระขรรค์คู่กำเนิด
ออกทำฤทธิ์ไต่ไปบนห้วงน้ำมูลนทีและแกว่งพระขรรค์แสดงฤทธิ์ข่มขู่
ธนมูลนาคโกรธก็ทำฤทธิ์แสดงตนให้พระยาสุรอุทกเห็นเป็นอัศจรรย์ต่าง ๆ นานา
ในขณะนั้นการแสดงฤทธิ์ต่างคนต่างไม่หยุดหย่อนท้อถอยซึ่งกันและกัน
พระยาสุรอุทกก็ยกรี้พลโยธากลับบ้านเมืองของตน ฝ่ายธนมูลนาคก็ยังไม่ลืมความโกรธ
จึงจัดกำลังโยธาเพื่อนงูทั้งหลายที่อยู่ในอำนาจของตนติดตามพระยาสุรอุทกไปถึงหนองหารหลวง สำแดงฤทธิ์พลโยธาทั้งหลายให้เป็นฟานเผือกขาวงามบริสุทธิ์ทุกตัวเดินผ่านเมืองไปที่โพธิ์สามต้น
ชาวเมืองทั้งหลายเห็นจึงนำเหตุขึ้นกราบเรียนพระยาสุรอุทก
พระยาสุรอุทกไม่มีความตรึกตรองอย่างหนึ่งอย่างใด สั่งให้นายพรานทั้งหลายไปช่วยกันล้อมจับเป็นมาถวาย
ถ้าจับไม่ได้ให้จับตาย
นายพรานรับคำสั่งแล้วพร้อมทั้งราษฎรหลายคนติดตามไปจนถึงโพธิ์สามต้น
จึงพบฝูงฟานเผือก นายพรานจัดคนเข้าล้อมฝูงนาคที่สำแดงตัวเป็นฟาน
ฟานต่างหลบหนีกำบังตัวหายไป ยังอยู่แต่ธนมูลนาคตัวเดียว ธนมูลนาคทำทีหลอกล่อนายพรานกับกำลังโยธาเข้าไปในป่าพอถึงหนองบัวสร้างนาคฟานก็ทำทีเป็นเจ็บขา
นายพรานกับพวกก็เข้าล้อมจะจับเอาเป็นก็ไม่ได้
จึงยิงด้วยหน้าไม้อันมีลูกปืนผสมด้วยยาพิษ ลูกปืนถูกฟานเผือกเข้าที่สำคัญ
ธนมูลนาคคิดว่าจะสู้รบกับพลไม่รู้เดียงสาก็เสียฤทธิ์จึงสูบเอาดวงจิตออกจากกาย
ฟานเผือกก็ถึงแก่ความตาย
พอฟานเผือกตายแล้ว พระยานาคก็ทำฤทธิ์ให้ร่างกายฟานเผือกใหญ่โตเท่ากับช้างสาร
ฝ่ายนายพรานเห็นได้ที ก็ให้กำลังโยธาเจ้ายกหามเอาซากศพฟานเผือกยกก็ไม่ไหวโดยความหนักเกินประมาณ นายพรานก็จัดกำลังเข้าลากเอาศพฟานเผือกลงมาทางโพธิ์สามต้น ครั้นถึงริมหนองหารหลวง จะชักลากซากศพฟานเผือกสักเท่าใดก็ไม่ไหวจริง ๆ นายพรานจึงใช้ม้าเร็วนำเหตุไปกราบเรียนพระยาสุรอุทก
พระยาสุรอุทกมีคำสั่งให้เอาเนื้อมาถวาย
นายพรานพร้อมโยธาและพลเมืองโดยมากเข้าเถือเนื้อฟานเผือก ๓ วัน ๓ คืน ก็ไม่หมด
เนื้อฟานยังงอกทวีขึ้นเสมอจนคนในเมืองได้รับประทานทั่วกัน
ฝ่ายพระยาสุรอุทกได้รับประทานเนื้อฟานเผือก ก็มีความยินดีปรีเปรมเกษมสุข เพราะเป็นเนื้อที่มีรสหวานอร่อยดีกว่าเนื้อสัตว์ต่าง
ๆ ฝ่ายพระยานาคเมื่อรวบรวมกำลังโยธาได้แล้วก็ยังไม่หายความโกรธ พากันทำฤทธิ์มุดลงไปในน้ำหนองหารหลวง
พอเวลากลางคืนคนในเมืองนอนสงัดเงียบดี พระยานาคกับกำลังรี้พลขุดแผ่นดินเมืองให้ล่มลงเป็นน้ำเจือหนองหารหลวง พระยานาคก็ตรงเข้าจับพระยาสุรอุทกได้ ก็พารี้พลผูกด้วยบ่วงบาศพันธนาการชักลากลงไปที่ธนนทีแม่น้ำโขง
พระยานาคพารี้พลชักลากพระยาสุรอุทก เลี้ยวไปงอมาคดไปอ้อมมา เพื่อจะทรมานร่างกายให้พระยาสุรอุทกถึงแก่ความตายโดยลำบากเวทนา พอถึงแม่น้ำโขงพระยาสุรอุทกก็ถึงแก่มรณะภัย พระยานาคก็เอาศพพระยาสุรอุทกไปถวายเจ้าเมืองอินทปัฐ ซึ่งเป็นเชื้อสายวงศ์เดิม
ฝ่ายเมืองหนองหารหลวง เจ้าภิงคาร เจ้าคำแดง กับญาติวงศ์ข้าราชการ
ชาวประชาชนซึ่งรู้สึกตัวก่อนจมน้ำ ก็ต่างคนต่างว่ายน้ำออกไปอาศัยอยู่ตามเกาะดอนกลางหนองหาร (ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า เกาะดอนสวรรค์) ซึ่งเหลือจากกำลังนาคทำร้ายไม่หมด เจ้าภิงคารเจ้าคำแดงก็พาญาติวงศ์บ่าวไพร่ขี่แพข้ามมาตั้งพักพลกำลังโยธาอยู่ที่โพนเมือง
ริมหนองหารหลวงข้างทิศใต้ เจ้าภิงคารเจ้าคำแดง พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์
ไปตรวจหาชัยภูมิที่จะตั้งบ้านสร้างเมือง เห็นว่าคูน้ำลอดเชิงชุมเป็นที่ชัยภูมิดี และเป็นที่ประชุมรอยพระพุทธบาทด้วย
เจ้าภิงคารจึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า
ข้าพเจ้าจะพาครอบครัวมาตั้งบ้านสร้างเมืองขึ้นที่ภูน้ำลอดนี้
เพื่อปฏิบัติรอยพระพุทธบาทด้วย ขอให้เทพยดาผู้มีฤทธิ์ จงช่วยอภิบาลบำรุงให้บ้านเมืองวัฒนาถาวรต่อไป
ในขณะนั้นมีพญานาคตัวหนึ่ง ชื่อว่าสุวรรณนาค ซึ่งเป็นผู้รักษารอยพระพุทธบาท ทำฤทธิ์เกล็ดเป็นทองคำผุดขึ้นมาจากพื้นพสุธาดล อภิเศกให้เจ้าภิงคารเป็นเจ้าเมืองหนองหารหลวง ให้พระนามว่าพระยาสุวรรณภิงคาร ก็ได้ราชาภิเษกกับพระนางนารายณ์เจงเวงราชธิดาของเจ้าเมืองอินทปัฐนครเป็นเอกมเหสี
พระยาภิงคารได้ครองบ้านเมืองโดยสวัสดิภาพ
หนทางที่พระยาธนมูลนาค ชักลากพระยาสุรอุทกลงไปหาแม่น้ำโขงนั้น ก็กลายเป็นคลองน้ำไหลจากหนองหารหลวงตกแม่น้ำโขง คนทั้งหลายจึงเรียกคลองนั้นว่า คลองน้ำกรรม (หรือที่เรียกกันว่า ลำน้ำก่ำ) เพราะพระยานาคทรมาน
ทรกรรมพระยาสุรอุทก ให้ถึงแก่มรณะภัยที่นั้น
ส่วนหนทางที่นายพรานกับชาวเมืองชักลากศพฟานเผือกลงมา ก็กลายเป็นคลองน้ำไหลตกลงในหนองหารหลวง คนทั้งหลายเรียกคลองนั้นว่า คลองน้ำลาก
ฝ่ายเมืองหนองหารน้อย ไม่มีผู้ครองบ้านเมือง เสนาอำมาตย์จึงทำพิธีอธิษฐานเสี่ยงราชรถหาผู้ครองบ้านเมืองต่อไป รถอันเทียมด้วยม้ามีกำลังก็พามาสู่หนองหารหลวง ราชรถเข้าไปเกยที่วังเจ้าคำแดง เสนาอำมาตย์จึงทูลเชิญเจ้าคำแดงไปเป็นเจ้าเมืองหนองหารน้อย เมืองหนองหารน้อยกับเมืองหนองหารหลวงจึงเป็นไมตรีพี่น้องกัน
คติ/แนวคิด
นิทานเรื่องฟานด่อนหรือเก้งเผือกให้แนวคิดและคติหลายประการ เช่น
๑.แนวคิดเรื่องสัตว์มีฤทธิ์ ในหมู่ชนกลุ่มที่อาศัยตามที่ลุ่ม
มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เชื่อว่ามีสัตว์ที่สำคัญคือพญานาค
พญานาคอาจแสดงฤทธิ์ทำให้พื้นดินกลายเป็นห้วยหนองคลองบึงก็ได้
การเกิดหนองหารหลวงซึ่งกว้างใหญ่เกิดจากพญานาคถล่มเมืองเดิมให้จมลงในหนองน้ำ
ซึ่งเป็นการอธิบายการเกิดหนองน้ำของคนสมัยโบราณ
๒.เพื่อให้สมจริง นิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ได้เขียนชื่อสถานที่ให้สอดคล้องกับชื่อในนิทานและชื่อหมู่บ้าน
เช่น บ้านหนองบัวสร้าง บ้านโพธิ์สามต้น บ้านโพนเมือง ลำน้ำก่ำ เป็นต้น ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสนุกสนานที่มีชื่อบ้านเมืองปรากฏในนิทานและเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
๓.เป็นการบอกให้ทราบถึงวัฒนธรรมการกินของชาวอีสานที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์ เช่น เก้ง แต่ในขณะเดียวกันสัตว์ที่มีลักษณะประหลาด
เช่น สัตว์มีสีขาวเผือก หากรับประทานจะมีโทษต่อร่างกายและสังคม เกิดความหายนะได้
ความเชื่อเช่นนี้ทำให้ชาวอีสานถือว่าหากมีสัตว์ประหลาดเช่นนี้เข้าหมู่บ้านต้องทำพิธีขับไล่เสนียดจัญไร
๔.เป็นการบอกให้ทราบว่า แต่เดิมชุมชนในสกลนครเป็นชนกลุ่มขอมมาปกครองก่อนที่จะมีชนกลุ่มอื่น
ๆ เข้ามาอาศัยในเวลาต่อมา
|
||