|
|||||
ในสมัยรัชกาลที่ 2 เกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ขึ้น เจ้าอนุวงศ์ได้ยกทัพขึ้นตีเมืองนครราชสีมา เรื่อยไปจนถึงเมืองสระบุรี ขากลับได้กวาดต้อนคนจากแถบฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ข้ามฟากไปเมืองเวียงจันทน์ เพื่อที่จะสะสมกำลังผู้คนต่อไป ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เสร็จสิ้น
ทรงมอบนโยบายให้นำคน
ที่เจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนมาพร้อมกับชาวเมืองในละแวกนั้น
กลับมายังฝั่งขวาของแม่น้ำโขง
โดยมีพระยาสุนทรราชวงศา
เจ้าเมืองนครพนม
และเจ้าเมืองยโสธรพร้อมด้วยเจ้าเมืองสกลนคร
คือ
พระยาประจันตประเทศธานีไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมือง
ท้าวเพีย
ตลอดจนผู้คนที่อยู่ตามเมืองต่าง
ๆ
ให้ข้ามมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน
อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงจากการเกลี้ยกล่อมในครั้งนี้
ปรากฎว่ามีผู้คนอพยพเข้ามาจำนวนมาก
โดยเฉพาะจากเมืองฮ่อมท้าวฮูเซ
หรือบางทีเรียกเมืองฮ่อมท้าว
โดยมีท้าวติวสร้อยเป็นหัวหน้าและมีกลุ่มผู้นำอีกหลาย
ๆ คนเช่น
ท้าวศรีสุนาครัว
ท้าวจันทนาม
ท้าวนามโคตร
ซึ่งผู้คนที่อพยพมาในครั้งนั้นมีจำนวนมากถึงสามพันกว่าคน
เข้ามาเลือกหลักแหล่งทำเลที่ตั้งบ้านเรือนเพื่อทำมาหากิน
และได้ตัดสินใจเลือกเอาบริเวณริมลำน้ำยาม
ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสงครามเป็นที่ตั้งบ้านเรือนและเรียกบ้านตนเองว่า
“บ้านม่วงริมยาม”
หรือบางคนเรียกว่า
“บ้านท่าเมืองฮ้าง”
เพราะสันนิษฐานว่าที่นี่เคยเป็นเมืองร้างมาก่อน ต่อมาทางกรุงเทพ
ฯ
ได้แต่งตั้งเจ้าเมืองขึ้นปกครองโดยอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเมืองสกลนคร
คือพระยาจันตประเทศธานี
แต่มีชาวโย้ยบางกลุ่มที่ไม่ยอมสมัครใจอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเมืองสกลนคร
แต่ไปสมัครใจขึ้นต่อพระยาสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองนครพนมแทน
ทางคณะลูกขุนศาลาในกรุงเทพ
ฯ
จึงกำหนดให้ท้าวศรีสุราช
ซึ่งเป็นเจ้าเมืองและท้าวเพีย
พร้อมด้วยชาวบ้านม่วงริมยามขึ้นมาทำราชการอยู่กับเมืองนครพนม
และได้ตั้งบ้านเรือนอยู่
ณ
บ้านม่วงริมยาม
โดยมีจำนวนประชากรที่เริ่มตั้งบ้านเมืองประมาณสองพันกว่าคนในเวลาต่อมา
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
ให้ยกบ้านม่วงริมยามขึ้นเป็นเมือง
เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองอากาศอำนวย
และโปรดเกล้า
ฯแต่งตั้งท้าวศรีสุราชเป็น
หลวงพลานุกูล
เป็นเจ้าเมืองอากาศอำนวย
พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องยศตามตำแหน่งเมือง
จ.ศ.1216 (พ.ศ.2396) |
|||||